โปรดตอบ เพื่อนำไปปรับปรุงค่ะ

การออกกำลังกายแบบ aerobic exercise

การออกกำลังกายแบบ aerobic exercise

 

 

          ได้เคยบอกกล่าวกันถึงวิธีการออกกำลังกายมี่จะช่วยเผาผลาญพลังงานได้ดี  คือต้องมีวิธีการออกกำลังกายทั้งวิธี  weight training  และวิธี  aerobic exercise  วันนี้จึงอยากบอกกล่าวกันถึงวิธีการออกกำลังกายแบบ aerobic exercise ชนิดต่างๆ  เพื่อที่หลาย ๆ ท่านที่ยังคงมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนว่า  aerobic exercise  คือ การออกกำลังกายด้วยการเต้นแอโรบิก ( aerobic  dance ) เท่านั้น    วิธีการออกกำลังกายแบบ aerobic exercise ชนิดต่างๆ  มีดังนี้

 

 

           Interval Training

          เป็นวิธีการออกกำลังกายแบบหนักสลับเบา ส่วนใหญ่แล้วจะพบเห็นโปรแกรมลักษณะนี้ในเครื่องออกกำลังกายแบบ Cardio ชนิดต่างๆ มีตั้งแต่โปรแกรม interval ธรรมดาไปจนถึงโปรแกรมที่มีลักษณะของความหนักเบาที่แตกต่างกันออกไป เช่น heart rate interval, trail blazer, alpine หรือแม้แต่โปรแกรม fat loss ก็เป็น interval training เช่นเดียวกัน โดยการออกกำลังกายที่มีความหนักสลับเบานี้มีผลทำให้ร่างกายตอบสนองต่อความ เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ส่งผลให้เพิ่มอัตราการเผาผลาญได้มากขึ้นตาม

          Circuit Training

          ใช้ได้ทั้งอุปกรณ์ที่เป็นการออกกำลังกายแบบ weight training หรือ Cardio machines เพียงอย่างเดียว หรือผสมผสานกันไประหว่างอุปกรณ์ทั้ง 2 แบบ ซึ่งการออกกำลังกายแบบนี้สามารถเผาผลาญได้ตั้งแต่ 10–12 แคลอรีต่อนาทีขึ้นไป (ขึ้นอยู่กับความหนักของการออกกำลังกายด้วย) การเพิ่ม stations หรือสถานีเข้าไปยิ่งเพิ่มระยะเวลาทั้งหมดในการออกกำลังกาย จะสามารถเพิ่มแคลอรีได้มากขึ้นตาม และสามารถกำหนดให้มีได้ตั้งแต่ 4–12 สถานี ถ้าสถานีไม่มากสามารถทำซ้ำได้ 2–3 รอบ หรือถ้ามีจำนวนสถานีมากอาจทำแค่รอบเดียวก็ได้

          Body Attack

          เป็นแอโรบิกคลาสที่เพิ่มความทนทานและความแข็งแรงให้กับทุกส่วนของร่างกาย ซึ่งโปรแกรมหลักของคลาสนี้ก็เป็นลักษณะของ interval training โดยช่วยเผาผลาญแคลอรีได้เป็นอย่างดี ในคลาสนี้เมื่อออกกำลังกายครบ 45 นาทีสามารถเผาผลาญได้ถึง 500–550 แคลอรี

          Body Pump

          การออกกำลังกายลักษณะนี้นอกจากจะช่วยให้ร่างกายกระชับ เพิ่มความแข็งแรง และความทนทานกล้ามเนื้อให้ได้สัดส่วนที่สวยงามแล้ว เนื่องจากคลาสนี้เป็นการยกน้ำหนักในขณะออกกำลังกายแบบแอโรบิค จึงช่วยเผาผลาญแคลอรีได้เป็นอย่างดี

          RPM หรือ Spinning

          เป็นแอโรบิกคลาสที่ใช้การปั่นจักรยาน สามารถเผาผลาญได้มากประมาณ 600–800 แคลอรี ในระยะเวลาประมาณ 45 นาที ถือว่าเป็นคลาสที่ช่วยในการลดไขมันได้เป็นอย่างดี

          การเผาผลาญแคลอรีไม่เพียงแต่เกิดจากการออกกำลังกายเท่านั้น แต่ระหว่างที่คุณทำกิจกรรมต่างๆ ในแต่ละวันก็สามารถช่วยเพิ่มการเผาผลาญได้เช่นเดียวกัน ขึ้นอยู่กับชนิดและระยะเวลาของการทำกิจกรรมนั้น เช่น การล้างรถ ร่างกายจะเผาผลาญประมาณ 112–150 แคลอรี ภายใน 30 นาที ดังนั้นถ้าเราต้องการเพิ่มการเผาผลาญแคลอรีในแต่ละวันให้มากขึ้น ก็ควรเพิ่มหรือทำกิจกรรมในแต่ละวันให้มากขึ้น อย่านั่งเฉยๆ ดูทีวีเพียงอย่างเดียวนะค่ะ จะได้ช่วยให้มีสุขภาพที่แข็งแรงปราศจากโรคภัยต่างๆ มาเบียดเบียนค่ะ

 

 

ที่มาข้อมูล : http://www.lovefitt.com/exercise

เบิร์น!! (burn) ทำอย่างไรจึงจะได้ผล               โปรแกรมการออกกำลังกายที่ดีและช่วยให้ได้ผลตามที่ต้อง การนั้น

เบิร์น!! (burn) ทำอย่างไรจึงจะได้ผล

 

รูปภาพ

 

          โปรแกรมการออกกำลังกายที่ดีและช่วยให้ได้ผลตามที่ต้อง การนั้น จะต้องทำการบริหารร่างกายแบบ weight training ควบคู่กันไปกับการออกกำลังกายแบบ aerobic exercise แต่คนส่วนใหญ่มักคิดว่าถ้าต้องการลดน้ำหนักหรือไขมันส่วนเกินออกไปจะต้องทำ aerobic exercise เพียงอย่างเดียว แต่ความจริงแล้วการบริหารร่างกายแบบ weight training ก็สำคัญและมีส่วนช่วยควบคุมน้ำหนักตัวได้เป็นอย่างดี เพราะนอกจากจะทำให้ร่างกายแข็งแรงและมีกล้ามเนื้อที่ได้สัดส่วนสวยงามแล้ว ยังมีส่วนช่วยเพิ่มมวลของกล้ามเนื้อ ซึ่งมีผลทำให้ร่างกายเพิ่มการเผาผลาญพลังงานหรือแคลอรีที่มากขึ้นตาม ไม่แต่เฉพาะระหว่างการออกกำลังกายเท่านั้น แต่รวมไปถึงช่วงที่พักหรือไม่ได้ออกกำลังกายด้วย

 

รูปภาพ

          ถ้าเรามองเฉพาะ aerobic exercise ก็มีอยู่หลายวิธีที่สามารถออกกำลังกายเพื่อเผาผลาญไขมันหรือแคลอรีส่วนเกิน ออกไปได้ เช่นเดียวกันเรามักจะได้ยินคนพูดถึงการเผาผลาญไขมันจะต้องใช้วิธีการออก กำลังกายแบบเบาๆ ไม่หนักมาก แต่ใช้เวลานานเพื่อผลในการเผาผลาญเปอร์เซนต์ของไขมันที่มากกว่า ความเชื่ออันนี้ถูกต้องเพียงครึ่งเดียว เพราะว่าถ้ามีการออกกำลังกายแบบเบาๆ ประมาณ 40–50% maximum heart rate (ของอัตราการเต้นของหัวใจสูงสุด ซึ่งหาได้จาก 220- อายุ) ร่างกายมีการเผาผลาญไขมันมากกว่าก็จริง แต่ถ้ามองถึงแคลอรีโดยรวมแล้วจะมีการเผาผลาญพลังงานน้อยกว่าการออกกำลังกาย ที่หนัก แถมยังเปลืองเวลากว่าด้วย

รูปภาพ

          เช่น การเดินเร็วๆ 50–60 นาที อาจมีการเผาผลาญแคลอรีประมาณ 250–300 แคลอรี (เปรียบเทียบจากคนที่มีน้ำหนักตัวประมาณ 70 กิโลกรัม) จะเป็นการเผาผลาญแคลอรีจากไขมันประมาณ 120–180 แคลอรี หรือประมาณ 50-60% จากแคลอรีโดยรวม เมื่อเปรียบเทียบกับการออกกำลังกายที่มีความหนัก 65–80% maximum heart rate เช่น การวิ่งด้วยความเร็วประมาณ 6–7 ไมล์ต่อชั่วโมงในระยะเวลาที่เท่ากันสามารถเผาผลาญแคลอรีได้ประมาณ 700–800 แคลอรี เมื่อคิดเป็นเปอร์เซนต์ของการเผาผลาญไขมันอาจอยู่ที่ 30–40% เท่านั้น แต่เมื่อดูถึงปริมาณของแคลอรีที่ใช้ไปจะเผาผลาญพลังงานได้ถึง 210–320 แคลอรี ถ้ามีการออกกำลังกายลักษณะนี้เพียงแค่ครึ่งชั่วโมงก็สามารถเผาผลาญไขมันได้ ปริมาณใกล้เคียงกับการออกกำลังกายเบาๆ แต่ใช้ระยะเวลานานกว่า

 

 

          ดังนั้นถ้าร่างกายของเราฟิตและแข็งแรงดีสามารถออกกำลังกายได้เต็มที่ ก็ควรบริหารร่างกายแบบ aerobic exercise ที่มีความหนักมากๆ ได้เลย ซึ่งจะช่วยเผาผลาญไขมันและแคลอรีโดยรวมได้มากเช่นกัน นอกจากนี้การออกกำลังกายที่หนักยังมีผลทำให้ระบบการเผาผลาญของร่างกายทำงาน ต่อเนื่องไปประมาณ 24–48 ชั่วโมงหลังจากออกกำลังกายไปแล้ว ซึ่งการบริหารร่างกายแบบเบาๆ จะไม่เกิดผลเช่นนี้ ถ้าพิจารณาน้ำหนักของไขมันที่ต้องการกำจัดออกไป 1 กิโลกรัมจะต้องมีการเผาผลาญแคลอรีอย่างต่ำประมาณ 7,700 แคลอรี โดยการออกกำลังกายอย่างเหมาะสมสม่ำเสมอ ดังนั้นการออกกำลังกายเพื่อช่วยเผาผลาญแคลอรีให้มากอาจจะขึ้นอยู่กับวิธีการ ออกกำลังกายแบบ aerobic exercise

 

รูปภาพ

ข้อแนะนำ 
            การออกกำลังกายแบบแอโรบิกหมายถึง การเคลื่อนไหวที่ต้องการใช้อ๊อกซิเจนจำนวนมากโดยใช้เวลานาน  เพื่อให้ร่างกายสามารถนำอ๊อกซิเจนไปใช้ประโยชน์อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด  การออกกำลังกายแบบแอโรบิก ต้องการกาเคลื่อนไหวช้าๆ แต่ใช้เวลานาน เช่น ในการวิ่งต้องวิ่งช้าๆ สบายๆ แต่ต้องใช้ระยะทางครั้งละ 4-5 กม. และใช้เวลา 30-40 นาที โดยไม่หยุดพักขณะทำกิจกรรม  เป็นต้น 

 

 

ที่มาข้อมูล : http://www.lovefitt.com/exercise

ภาพประกอบจากอินเทอร์เนต

3 ขั้นตอนง่าย ๆ กับความฟิตให้กับการออกกำลังกาย

3 ขั้นตอนง่าย ๆ กับความฟิตให้กับการออกกำลังกาย

รูปภาพ

          ข้อที่ 1 เพิ่มวัน

          สำหรับผู้ที่เริ่มออกกำลังกายควรเพิ่มวันออกกำลังกายก่อน แนะนำให้ออกกำลังกายแบบแอโรบิก ( ออกกำลังกายต่อเนื่อง 30 นาทีขึ้นไปโดยไม่หยุด ) อย่างน้อยอาทิตย์ละ 3-5 วัน   ฉะนั้นการเพิ่มวันในออกกำลังกายให้มากขึ้นจึงเป็นทางเลือกที่ปลอดภัย  เพราะร่างกายได้พักและกลับมาออกกำลังกายใหม่  ถ้าเราเดินเร็ววันละ 20 นาที ทางเลือกที่จะเพิ่มความเก่งของเราต่อไป ก็คือจะเพิ่มเวลาเดินหรือลองเพิ่มความเร็วในการเดินหรือลองวิ่งดู แต่ถ้าจะให้ปลอดภัย แนะนำให้ “เพิ่มทีละ 10-20% โดยใช้โปรแกรมเดิมสัก 1-2 อาทิตย์  แล้วค่อยประเมินตนเองเพื่อปรับโปรแกรมการออกกำลังกายใหม่”

รูปภาพ

          ข้อที่ 2 เพิ่มเวลา

          การเพิ่มเวลาในการออกกำลังกาย ก็คือ ให้ออกกำลังกายเหมือนเดิมแต่พยายามทำให้นานขึ้น เช่น ปกติวิ่งบนลู่ได้วันละ 20 นาที  ถ้าอยากเพิ่มเวลา ก็เพิ่มครั้งละ 2-4 นาที

         ข้อที่ 3 เพิ่มความหนัก และความเร็ว

          การเพิ่มความหนักในการออกกำลังกาย ก็คือการเพิ่มความเร็วในการเดิน วิ่ง หรือ เพิ่มน้ำหนักที่เรายก ส่วนนี้ไม่ควรเป็นทางเลือกแรกๆในการเพิ่มของผู้ที่พึ่งเริ่มออกกำลังกาย  แต่เป็นสิ่งที่ผู้ที่ออกกำลังกายเป็นประจำ  หรือผู้ที่ออกกำลังกายแล้วไม่ได้ ผลสักทีควรจะลองพัฒนาตนเองดู เช่น วิ่งอยู่ที่ความเร็ว 10 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ก็ลองวิ่งความเร็วที่ 11 กิโลเมตรต่อชั่วโมงดู หรือ ยกน้ำหนักที่ 10 กิโลกรัม ก็ลองเพิ่มเป็นยก 11-12 กิโลกรัมดู

รูปภาพ

          ข้อเสนอแนะ 

          การออกกำลังกาย  ผู้ที่ออกกำลังกายควรมีการประมาณตน  คือการรู้จักตัวเองว่าควรจะออกกำลังกายเท่าไหร่  แต่หากยังประเมินตนเองไม่ได้  การออกกำลังกายต้องอยู่ในความดูแลอย่างใกล้ชิดของผู้เชี่ยวชาญ

ที่มาข้อมูล : http://www.lovefitt.com/exercise

วิ่ง…. ทำให้ขาใหญ่ จริงหรือ ?????

วิ่ง…. ทำให้ขาใหญ่  จริงหรือ ?????

 

รูปภาพ

          มีเพื่อน ๆ หลายคนมาปรึกษาว่า  อยากออกกำลังกายบ้าง  เพราะเมื่อมีอายุที่มากขึ้น  ความกระฉับกระเฉงหายไปหมดเลย  จึงได้แนะนำเพื่อ ๆ ว่า  วิธีออกกำลังกายที่ง่ายที่สุดและได้ผลดี  คือเดินและวิ่ง  เพราะสามารถทำได้ทุกที่  และการลงทุนในการออกกำลังกายด้วยวิธีนี้  ลงทุนน้อยแต่ผลที่ได้กับร่างกายดีมาก  แต่ก็จะมีคำถามต่อมากอีก  โดยเฉพาะเพื่อน ๆ ผู้หญิงว่า  วิ่งแล้วจะทำให้น่องใหญ่หรือเปล่า ?  วันนี้จึงนำเรื่องการออกกำลังกายด้วยการวิ่ง  มาคุยกันค่ะ

          การวิ่งกับเรื่องน่องใหญ่  หรือกล้ามเนื้อขาชัดขึ้นเมื่อวิ่งหนักๆ   ซึ่งถ้าหากมองในมุม คนทั่วๆไปที่ไม่ได้คลุกคลีกับการออกกำลังกาย หรือ ผู้ที่เริ่มลดน้ำหนักใหม่ๆก็จะมองว่ามันมีผลจริงๆ เพราะวิ่งๆไปทำไมขามันเเน่นขึ้น  และใหญ่ขึ้นก็ไม่รู้   แต่ในความจริงเเล้ว  มันอาจจะเป็นแค่ข้ออ้างๆเล็กๆที่ทำให้หลาย ๆ ท่าน  ไว้เป็นข้ออ้างเมื่อเกิดอาการขี้เกียจออกกำลังกายมากกว่า 

รูปภาพ

          ในเรื่องการวิ่งกับเรื่องน่องใหญ่นี้   แพทย์หญิงเสาวนิตย์ กมลธรรม อธิบายไว้ว่า ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นข้อกังวล (ข้ออ้าง) ของสาวๆ กลัววิ่งไปซักระยะหนึ่งน่องอันสวยงามจะกลายเป็นกล้ามเนื้อก้อนแข็ง แต่ทาง ด้านวิทยาศาสตร์การกีฬา กล่าวว่า การออกกำลังใดๆ ที่ไม่ได้ใช้แรงเต็มที่ จะไม่ทำให้กล้ามเนื้อเพิ่มขนาด การวิ่งเป็นการใช้งานกล้ามเนื้อที่ละน้อยแต่บ่อยๆ นานๆ แบบนี้จะมีแต่ความเข็งแรง โดยไม่เพิ่มขนาดนอกจากนี้ แจ็ค เอช.วิลมอร์ จากสถาบันสุขภาพนักกีฬาแห่งชาติอเมริกา พบว่า วิ่งอาจเพิ่มความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อได้ถึงร้อยละ 44 โดยเกือบไม่มีการเพิ่มของขนาดเลย น่องที่ทู่ ตะโพกที่ใหญ่ พุงที่เกะกะ ต้นขาและแขนที่เทอะทะ เป็นผลจากการสะสมของไขมันในส่วนนั้นๆ การวิ่งเป็นการ รีด ไขมันอันวิเศษ จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่า ทำไมนักวิ่งหญิงจึงมีรูปร่างเพรียวลม สมส่วน

          ผู้หญิงส่วนใหญ่มักจะกลัวว่า การวิ่งหรือการปั่นจักรยานมากๆ จะทำให้น่องโตเหมือนผู้ชาย ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง ดังที่ได้กล่าวมาแล้วในตอนต้นว่าการเพิ่มมวลของกล้ามเนื้อต้องอาศัยเพศชาย คือ Testosterone ผู้หญิงที่ออกกำลังกายจะมีกล้ามเนื้อที่แข็งแรงขึ้น แต่มัดกล้ามเนื้อจะไม่ใหญ่ (Browne and Wilmor 1974) การออกกำลังกายจะทำให้ปริมาณไขมันที่แทรกอยู่ระหว่างมัดกล้ามเนื้อลดลงทำให้ รู้สึกว่ากล้ามเนื้อมีความตึงแข็งขึ้น กว่าเดิมได้บ้าง แต่ถ้าหยุดออกกำลังกายเมื่อใด ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อจะค่อยๆ ลดลงและมีไขมันมาแทรกมากขึ้น กล้ามเนื้อจะนุ่มลงคล้ายกับระยะก่อนออกกำลังกายได้ (การออกกำลังกายแบบใช้แรงเต็มที่ คือ อย่างที่นักเพาะกายทำกัน โดยการยกน้ำหนักมากๆ ค้าง ไว้นานๆ แบบนี้จะบริหารให้กล้ามเนื้อใหญ่ขึ้น)

รูปภาพ

          เรื่องน่องใหญ่นั้น  ต้องแบ่งเป็น  วิ่งเพื่อสุขภาพ, วิ่งเพื่อลดน้ำหนัก หรือ วิ่งเพื่อการแข่งขัน  ถ้าวิ่งเพื่อสุขภาพ คือ วิ่งอาทิตย์ละ 3 – 5 ครั้งๆ ละ ประมาณ 30-60  นาที  ไม่ใช้ความเร็วในการวิ่งสูงมากนัก  ปัญหาเรื่องน่องใหญ่ หรือสะโพกใหญ่ คงน้อยมาก    แต่สิ่งที่จะได้รับคือ กล้ามเนื้อน่อง และกล้ามเนื้อต้นขา แข็งแรง สามารถเคลื่อนไหวได้ทนและนานขึ้น  ส่วนนักวิ่งเพื่อการแข่งขัน มีความจำเป็นต้องฝึกซ้อมแทบทุกวัน และใช้เวลานานหลาย ๆ ชั่วโมง  คงหลีกเลี่ยงปัญหาเรื่องนี้ได้ยาก   แต่ท่านจะเลือกเอาความสวยงามหรือสุขภาพดี

รูปภาพ

 ที่มาข้อมูล : http://www.lovefitt.com/exercise
ภาพประกอบจากอินเทอร์เนต

เครียด…. ทำใมต้องเกิดความเครียด

เครียด…. ทำใมต้องเกิดความเครียด

          ตัวกระตุ้นความเครียดบางตัว อาจมีผลกระทบที่ใหญ่กว่าตัวอื่นๆ ปัจเจกบุคคลสนองตอบต่อ ชนิดของตัวสร้างความเครียดแตกต่างกัน และแต่ละคนก็มีวิธีแตกต่างกันไปในการรับมือปัญหาความเครียด
         ความเครียดในปริมาณพอดี ช่วยให้คุณ รู้สึกตื่นเต้นในชีวิต ช่วยสร้างแรงจูงใจ และ ปรับปรุงผลงานของคุณ แต่เมื่อ ความเครียดมีมากเกินไป หรือ ดำเนินต่อไปในช่วงเวลานาน ๆ มันสามารถกลายเป็นอันตราย และอาจมีผลลบ  การพัฒน ยุทธวิธีที่จะจัดการกับความเครียด อย่างมีประสิทธิผล ช่วยให้เรา ไปสู่ชีวิตที่มีความสุขและดีต่อสุขภาพ
สถานการณ์ต่าง ๆ ที่เป็นสาเหตุให้เกิดความเครียด ถูกเรียกว่าเป็น สิ่งกระตุ้นให้เกิดความเครียด (Stressor) และเรา ๆ ท่าน ๆ ต่างก็ประสบกับตัวสร้างความเครียดอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ตัวสร้างความเครียดเหล่านี้ อาจเป็นเรื่องปกติทั่วไป เช่นการทำงานให้เสร็จก่อนเส้นตาย การจัดระเบีรยบในวันยุ่งมาก ๆ และแม้แต่การดูแลสมาชิกในครอบครัว หรือเหตุการณ์สำคัญในชีวิต เช่น การเปลี่ยนงาน การแต่งงาน หรือการเสียคนรักไป
          ตัวกระตุ้นความเครียดบางตัว อาจมีผลกระทบที่ใหญ่กว่าตัวอื่นๆ ปัจเจกบุคคลสนองตอบต่อ ชนิดของสิ่งกระตุ้นให้เกิดความเครียดแตกต่างกัน และแต่ละคนก็มีวิธีแตกต่างกันไปในการรับมือปัญหาความเครียด   บางคนอาจรู้สึกท้อแท้ กระวนกระวายใจ เมื่อเส้นตายใกล้มาถึง ขณะที่คนอื่น ๆ อาจก้าวหน้าเจริญเติบโตในระหว่างช่วงท้าทายเหล่านี้  มันสำคัญด้วยว่าสถานการณ์ที่ประสบอย่างแตกต่าง โดยผู้คนนั้น ขึ้นอยู่กับความรู้ ประสบการณ์ และทักษะ ยกตัวอย่างเช่น  การเป็นพยานเห็นอุบัติเหตุทางรถยนต์ สำหรับผู้บริหารด้านการขาย อาจจะเป็นประสบการณ์ที่เต็มไปด้วยความเครียด แต่กับหน่วยกู้ชีพที่ได้รับการฝึกอบรมมาอย่างดีและถูกจ้างงานเพื่อสนองตอบต่อสถานการณ์ดังกล่าวนี้ อาจเป็นงานธรรมดาทั่ว ๆ ไปสำหรับพวกเขา

สาเหตุของความเครียด

          แหล่งกำเนิดความเครียดมาจากหลาย ๆ แหล่ง และแม้แต่เหตุการณ์ชีวิตที่เป็นบวกก็อาจ อาจเอื้ออำนวยให้เกิดความเครียด ด้านล่างเป็นตัวอย่างสิ่งกระตุ้นให้เกิดความเครียด

ชนิดของสิ่งกระตุ้นให้เกิดความเครียด

    1. เรื่องส่วนตัว เช่น การเสียชีวิตของคนที่เรารัก อุบัติเหตุ การบาดเจ็บ เป็นต้น
    2. อาการทางชีวภาพ เช่น การเจ็บป่วย การตั้งครรภ์
    3. ปัญหาในเรื่องสัมพันธภาพและทางสังคม เช่น งานใหม่ การไม่มีงาน การย้ายถิ่นฐาน การแต่งงาน การหย่าร้าง หรือ ความยากลำบากในเรื่องสัมพันธภาพ
    4. ด้านเศรษฐกิจ เช่น ความยากลำบากทางการเงิน หรือหนี้

สัญญาณและอาการของความเครียด

         ความเครียดสามารถส่งผลกระทบได้หลาย ๆ อย่าง รวมไปถึง ผลกระทบทางกาย ทางอารมณ์ จิตใจ และพฤติกรรม แต่ละคน อาจประสบกับการผสมผสานของอาการต่าง ๆ ที่แตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ลองพิจารณาอาการที่เป็นสัญญาณเพื่อการพิจารณาว่าคุณกำลัง ประสบกับความเครียดหรือเปล่า

ความเครียดเป็นเรื่องหลีกเลี่ยงได้ มันไม่ใช่บางอย่างที่เราสามารถลบให้หายหมดสิ้นไปได้   ด้วยเหตุดังกล่างเราสามารถได้รับประโยชน์จากการพัฒนาทักษะต่าง ๆ เพื่อจัดการกับความเครียดได้อย่างมีประสิทธิผล สิ่งกระตุ้นให้เกิดความเครียดบางตัวสามารถถูกกำจัดได้ ในขณะที่บางตัวต้องยอมรับ    ความจริงและจัดการ มันสำคัญที่จะต้องรู้จักพกพาวิธีการลดหรือจัดการความเครียดที่แตกต่างหลายๆ วิธี เพื่อให้มีทางเลือกเมื่อเราจำเป็นและการรับมือกับความเครียดอย่างเชิงรุก

การจัดการกับความเครียด
แนวทางในการจัดการกับความเครียด มีดังนี้
     1 หมั่นสังเกตความผิดปกติทางร่างกาย จิตใจ และพฤติกรรมที่เกิดจากความเครียด
     2 เมื่อรู้ตัวว่าเครียดจากปัญหาใด ให้พยายามแก้ปัญหานั้นให้ได้โดยเร็ว
     3 เรียนรู้การปรับเปลี่ยนความคิดจากแง่ลบให้เป็นแง่บวก
     4 ผ่อนคลายความเครียดด้วยวิธีที่คุ้นเคย
     5 ใช้เทคนิคเฉพาะในการคลายเครียด

การสำรวจความเครียดของตนเอง
          ความเครียดจะส่งผลให้เกิดความผิดปกติทางร่างกาย จิตใจ และพฤติกรรม ดังนี้
ความผิดปกติทางร่างกาย ได้แก ปวดศรีษะไมเกรน ท้องเสีย หรือท้องผูก นอนไม่หลับหรือง่วงเหงาหาวนอนตลอดเวลา ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ เบื่ออาหารหรอืกินมากกว่าปกติ ท้องอืดเฟ้อ อาหารไม่ย่อย ประจำเดือนมาไม่ปกติ เสื่อมสมรรถภาพทางเพศ เป็นต้น
          ความผิดปกติทางจิตใจ ได้แก่ วิตกกังวล คิดมาก คิดฟุ้งซ่าน หลงลืมง่าย ไม่มีสมาธิ หงุพหงิด โกรธง่าย ใจน้อย เบื่อหน่าย ซึมเศร้า เงหา ว้าเหว่ สิ้นหวัง หมดความรู้สึกสนุกสนาน เป็นต้น
ความผิดปกติทางพฤติกรรม ได้แก่ สูบบุหรี่ ดื่มสุรามากขึ้น ใช้สารเสพย์ติด ใช้ยานอนหลับ จู้จี้ขี้บ่น ชวนทะเลาะ มีเรื่องขัดแย้งกับผู้อื่นบ่อย ๆ เงียบขลึม เก็บตัว

แก้ปัญหาได้ก็หายเครียด
          ปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิต เป็นสาเหตุที่กระตุ้นให้เกิดความเครียดในช่วงที่ยังแก้ปัญหาไม่ได้จะรู้สึกเครียดมาก เมื่อแก้ปัญหาได้แล้ว ความเครียดจะหมดไป เราจึงจำเป็นต้องเรียนรู้วิธีการแก้ปัญหาที่ถูกต้องเหมาะสมเพื่อจะได้แก้ปัญหาได้ดีและรวดเร็วยิ่งขึ้น

จงละเว้นการแก้ปัญหาแบบต่าง ๆ ต่อไปนี้
     1 อย่า…แก้ปัญหาแบบวู่วาม ใช้อารมณ์เป็นใหญ่
     2 อย่า…หนีปัญหา
     3 อย่า…คิดแต่จะพึ่งพาผู้อื่นอยู่ร่ำไป
     4 อย่า…เอาแต่ลงโทษตัวเอง
     5 อย่า…โยนความผิดให้ผู้อื่น

จงแก้ปัญหาอย่าเป็นระบบ ใช้เหตุผลและใช้ความคิดพิจารณาให้ถี่ถ้วน โดย
     1.คิดหาสาเหตุของปัญหาด้วยใจเป็นธรรม ไม่เข้าข้างตัวเอง ไม่โทษคนอื่น
     2. คิดหาวิธีแก้ปัญหาหลาย ๆ วิธี ถ้าคิดเองไม่ออก อาจปรึกษาผู้ใกล้ชิด หรือผุ้ทีมีประสบการณ์มากกว่า
     3. ลงมือแก้ปัญหาตามวิธีที่คิดไว้ อาจต้องใช้ความกล้าหาญ อดทน หรือต้องใช้เวลาบ้างอย่างได้ท้อถอยไปเสียก่อน
     4. ประเมินผลดูว่าวิธีที่ใช้ได้ผลหรอืไม่ ถ้าไม่ได้ผลก็เปลี่ยนไปใช้วธีอื่นๆ ที่เตียมไว้ จนกว่าจะได้ผล

ที่มาข้อมูล

http://www.thaihealth.or.th/world-healthy/global_health/33260

http://www.jobpub.com/articles/showarticle.asp?id=767

โอเมก้า สำคัญต่อสุขภาพอย่างไร ?

         โอเมก้า  สำคัญต่อสุขภาพอย่างไร ?

           ความสำคัญที่ไม่ควรมองข้ามจากกระแสกรดไขมันโอเมก้า ๓ ที่ถาโถมเข้ามาในตลาดผู้บริโภคที่รักสุขภาพ ทำให้กรดไขมันโอเมก้า ๓ เป็นชื่อที่คุ้นหูและทุกคนต่างเห็นถึงความจำเป็น    แต่จะมีสักกี่คนที่รู้ว่ากรดไขมันโอเมก้า ๖ ที่ต้องมีควบคู่กับกรดไขมันโอเมก้า ๓ นั้น ก็มีความสำคัญไม่ต่างกัน จะขาดอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้เพราะอาจเสียสมดุลในร่างกายได้  ทั้งนี้ บางคนอาจกินตามกระแสว่ากรดไขมันโอเมก้า ๓ มีประโยชน์ต่อร่างกายแต่ไม่ได้ศึกษาว่ามีความจำเป็นอย่างไร กินแล้วจะได้ประโยชน์หรือโทษอะไรบ้าง ดังนั้น ก่อนที่จะกินโอเมก้า ๓ ควรทำความรู้จักก่อนเพื่อประโยชน์ต่อสุขภาพตัวท่านเอง

โอเมก้า ๓

โอเมก้า ๓  เป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัวที่มีพันธะหลายตำแหน่ง กรดไขมันโอเมก้า ๓ มีอยู่ ๓ ชนิดที่สำคัญคือ
     ๑. กรดไขมันแอลฟาไลโนเลนิก (Alpha linolenic acid : ALA)
     ๒. กรดไขมันอีพีเอ (Eicosapentaenic acid : EPA)
     ๓. กรดไขมันดีเอชเอ (Docosahexaenoic acid : DHA) ซึ่งเป็นตัวที่ได้ยินค่อนข้างบ่อยในโฆษณา เพราะเป็นตัวหนึ่งที่ผู้ประกอบการนิยมเติมลงไปในผลิตภัณฑ์

     กรดไขมันแอลฟาไลโนเลนิก : ALA เป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัวที่มีพันธะคู่หลายตำแหน่ง โดยมีความสำคัญต่อร่างกายคือ เป็นกรดไขมันที่ร่างกายเราไม่สามารถสร้างเองได้ ต้องได้รับจากอาหารเท่านั้น

     กรดไขมันแอลฟาไลโนเลนิก : ALA เป็นกรดไขมันต้นตอที่ร่างกายนำไปสร้างเป็นกรดไขมันอีพีเอ : EPA และกรดไขมันดีเอชเอ : DHA ได้ หากเรากินอาหารที่ไม่มีกรดไขมันแอลฟาไลโนเลนิก : ALA เลย เราอาจจะขาดกรดไขมันโอเมก้า ๓ ได้ แต่ในความเป็นจริงแล้วกรดไขมันโอเมก้า ๓ มีอยู่ในอาหารหลายชนิดด้วยกัน

แหล่งของกรดไขมันโอเมก้า ๓

          กรดไขมันแอลฟาไลโนเลนิก (ALA) ส่วนใหญ่จะได้จากอาหารที่เป็นไขมันจากพืช เช่น น้ำมันถั่วเหลือง หรือน้ำมันอีกหลายๆ ชนิด และน้ำมันรำข้าวซึ่งมีเล็กน้อย หรือในอาหารที่เป็นถั่วโดยตรงก็มีอยู่ในธรรมชาติ ถั่วเมล็ดแห้งหลายชนิด และมาจากน้ำมันพวกอื่นๆ ในอาหาร รวมถึงพืชผักต่างๆ ด้วย   ส่วนกรดไขมันอีพีเอ (EPA) และดีเอชเอ (DHA) จะได้จากสัตว์ โดยเฉพาะปลาทั้งปลาทะเลและปลาน้ำจืด ทั้งอีพีเอและดีเอชเอจะมีมากน้อยแล้วแต่ชนิดของปลา โดยทั่วไปมีอยู่เล็กน้อย และขึ้นอยู่กับปริมาณไขมันที่มีอยู่ในปลาด้วย เมื่อเราย่อยไขมันแล้วก็จะได้กรดไขมัน ซึ่งร่างกายเราจะนำมาย่อย แล้วนำไปใช้ประโยชน์ในลักษณะต่างๆ   คนทั่วไปเมื่อพูดถึงกรดไขมันโอเมก้า ๓ แล้วมักคิดว่ามีอยู่แต่ในปลาทะเลน้ำลึกของต่างประเทศเท่านั้น แต่ในความเป็นจริง มีข้อมูลปริมาณกรดไขมันโอเมก้า ๓ และโอเมก้า ๖ ในปลาทะเลและปลาน้ำจืดไทยเช่นเดียวกัน ดังแสดงไว้ในตารางที่ ๑ และ ๒ ปริมาณกรดไขมันโอเมก้า ๓ มากน้อยแตกต่างกันไปตามชนิดของปลาและปริมาณไขมันทั้งหมดในปลา

 กรดไขมันโอเมก้า ๓ สำคัญต่อร่างกายอย่างไร

          เนื่องจากกรดไขมันโอเมก้า ๓ เป็นกรดไขมันจำเป็นต่อร่างกาย มีหน้าที่สร้างผนังเซลล์ของร่างกาย ดังนั้น ผนังเซลล์ของเราที่ล้อมรอบแต่ละเซลล์จะมีกรดไขมันโอเมก้า ๓ ประกอบอยู่ด้วย  นอกจากนี้ กรดไขมันโอเมก้า ๓ ยังนำไปสร้างไอโคซานอยด์ (Eicosanoids) ซึ่ง            ไอโคซานอยด์จะทำหน้าที่ในร่างกายคล้ายฮอร์โมน มีหน้าที่ควบคุมการทำงานระบบต่างๆ ของร่างกาย เช่น นำไปสร้างไอโคซานอยด์ชนิดที่ไปกระตุ้นการไหลของเลือด และทำให้หลอดเลือดมีการขยายตัว  กรดไขมันโอเมก้า ๓ จะสร้างไอโคซานอยด์ซึ่งมีหลายชนิด เช่น ลิวโคไทรอีน (Leukotrienes) ทรอมบอกเซน (Thromboxanes) พรอสตาแกลนดิน (prostaglandins) พวกนี้คือชื่อของไอโคซานอยด์ที่มีหน้าที่แตกต่างกันในร่างกายของเรา  ส่วนเด็กที่กำลังเจริญเติบโต กรดไขมันโอเมก้า ๓ จะช่วยในเรื่องของเซลล์สมอง มีการศึกษาวิจัยพบว่าปริมาณกรดไขมันดีเอชเอที่เด็กได้รับมีผลโดยตรงต่อพัฒนาการจอตาของเด็ก รวมทั้งความสามารถในการเรียนรู้  ในส่วนของสมองก็ต้องการกรดไขมันโอเมก้า ๓ ไปใช้ในการสร้างเซลล์ รวมไปถึงเซลล์ร่างกาย แต่เซลล์สมองจะพบกรดไขมันโอเมก้า ๓ มากกว่าเซลล์ในร่างกาย ฉะนั้น กรดไขมันโอเมก้า ๓ จึงมีส่วนในการเจริญเติบโตและการพัฒนาสมอง   ทั้งนี้ เด็กควรได้รับกรดไขมันดีเอชเอตั้งแต่แรกคลอดจากน้ำนมเหลือง (colostrum) ของมารดา และน้ำนมแม่ซึ่งจะได้ประโยชน์มาก แม่ควรให้นมลูกตลอด ๑ ขวบเต็มของวัยทารก (วัยทารกคือวัยที่ต้องได้รับนมแม่อย่างน้อย ๖ เดือน) แต่มีหลายปัจจัยที่ทำให้แม่ไม่สามารถให้นมลูกได้ครบตามที่ลูกต้องการ เช่น แม่บางคนลาคลอดได้เพียง ๓ เดือน หรือแม่มีน้ำนมไม่เพียงพอ จึงต้องใช้นมสำหรับทารกเข้ามาทดแทน ซึ่งเด็กทารกก็ยังจะได้รับกรดไขมันโอเมก้า ๓ อยู่   ส่วนผู้ใหญ่ที่เราอาจเคยได้ยินเรื่องของน้ำมันปลาช่วยลดไตรกลีเซอไรด์ แต่คนที่มีปัญหาไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูงควรได้รับคำแนะนำจากแพทย์ ไม่ควรซื้อไปกินเองโดยไม่ผ่านการแนะนำจากแพทย์ การกินน้ำมันปลาเป็นประจำอาจจะทำให้มีปัญหาการหยุดไหลของเลือด

           กรณีคนที่จะต้องผ่าตัดหรือถอนฟัน แพทย์จะสอบถามประวัติว่ามีการกินน้ำมันปลาเป็นประจำอยู่หรือไม่ ถ้ากินน้ำมันปลาเป็นประจำ แพทย์ต้องบอกให้หยุดกินน้ำมันปลาเป็นเวลา ๑-๒ สัปดาห์ก่อน แล้วค่อยมาผ่าตัดหรือถอนฟัน เพราะว่าถ้ายังกินน้ำมันปลาอยู่ จะทำให้เลือดหยุดช้ากว่าปกติ เพราะกรดไขมันโอเมก้า ๓ จะทำให้เลือดไหล (ไม่แข็งตัว)
ที่มาของกรดไขมันโอเมก้า ๓ และ ๖

กรดไขมันในอาหารแบ่งเป็น ๒ กลุ่มใหญ่คือ

     ๑. กรดไขมันอิ่มตัว
     ๒. กรดไขมันไม่อิ่มตัว

กรดไขมันไม่อิ่มตัวจะแบ่งออกเป็น ๒ กลุ่ม คือ

     ๑. กรดไขมันไม่อิ่มตัวชนิดที่มีพันธะคู่ตำแหน่งเดี่ยว
     ๒. กรดไขมันไม่อิ่มตัวชนิดที่มีพันธะคู่หลายตำแหน่ง

          พันธะคู่ตำแหน่งเดี่ยวเรียกว่า monounsaturated และพันธะคู่หลายตำแหน่งเรียกว่า polyunsaturated ซึ่งพันธะคู่ก็คือลักษณะเคมีของกรดไขมัน โดยจะมีแขนระหว่างคาร์บอนเป็นแขนคู่และจำนวนแขนคู่จะมี ๒ แห่งขึ้นไป กรดไขมันแบบ polyunsaturated หรือว่ากรดไขมันไม่อิ่มตัวที่มีพันธะหลายตำแหน่ง แบ่งออกเป็น ๒ กลุ่มใหญ่ๆ คือ

     ๑.กรดไขมันโอเมก้า ๓
     ๒.กรดไขมันโอเมก้า ๖

          ที่มาของชื่อกรดไขมันโอเมก้า ๓ นั้นจะเรียกตามตำแหน่งที่พบ หากดูโครงสร้างทางเคมีจะพบตำแหน่งพันธะคู่ (double bond) อันแรกอยู่ตำแหน่งที่ ๓ นับจากด้านเมทิลกรุ๊ป จึงเรียกว่ากรดไขมันโอเมก้า ๓   ถ้าพบพันธะคู่อันแรกตำแหน่งที่ ๖ ก็จะเรียกว่ากรดไขมันโอเมก้า ๖

กรดไขมันโอเมก้า ๖ ความสำคัญที่ถูกมองข้าม

          กรดไขมันโอเมก้า ๖ ยังไม่เป็นที่รู้จักมากนัก ทั้งที่จริงๆ แล้วกรดไขมันโอเมก้า ๖ คือตัวถ่วงสมดุลของกรดไขมันโอเมก้า ๓ ซึ่งร่างกายเราจะใช้ประโยชน์ทั้ง ๒ ชนิด   กรดไขมันโอเมก้า ๖ คือ กรดไขมันไลโนเลอิก (Linoleic acid : LA) และกรดไขมันอะราคิโดนิก (Arachidonic acid : ARA)    ร่างกายเราจะใช้ประโยชน์ของกลุ่มกรดโอเมก้า ๓ กับโอเมก้า ๖ คล้ายคลึงกัน คือ กรดไขมันโอเมก้า ๓ จะสร้างไอโคซานอยด์ ทำให้เลือดไหล ยับยั้งการอักเสบ แต่กลุ่มของกรดไขมันโอเมก้า ๖ จะทำให้ เลือดแข็งตัว ซึ่งจะทำงานตรงข้ามและถ่วงดุลกัน   กรดไขมันโอเมก้า ๖ พบได้ในน้ำมันพืช ถั่วชนิดต่างๆ ในปลาเพียงเล็กน้อย รวมทั้งอาหารทั่วไป
          ทั้งนี้ ในความเป็นจริงแล้วคนเราต้องกินทั้ง ๒ กลุ่มกรดไขมันให้สมดุลกัน ซึ่งร่างกายเราต้องการกรดไขมันโอเมก้า ๖ มากกว่ากรดไขมันโอเมก้า ๓ ประมาณ ๓ : ๑ จนถึง ๕ : ๑   ดังนั้น แท้จริงแล้วร่างกายมีความต้องการทั้งกรดไขมันโอเมก้า ๓ และกรดไขมันโอเมก้า ๖ การโฆษณาความสำคัญของกรดไขมันโอเมก้า ๓ มากนั้น อาจทำให้ผู้บริโภคลืมความสำคัญของกรดไขมันโอเมก้า ๖ ด้วย

การกินอาหารเพื่อสุขภาพ                     

          ๑. ควรกินทั้งปลาน้ำจืด และปลาทะเล ถ้าเรามีความสามารถที่จะกินปลาทะเลที่มาจากต่างประเทศก็ได้ แต่ผู้ที่ไม่สามารถซื้อหาได้ก็ไม่มีความจำเป็น
          ๒. กินปลาให้สม่ำเสมอ อย่างน้อย ๒-๓ ครั้งต่อสัปดาห์ ควรกินผักต่างๆ ในแต่ละมื้อเพื่อให้ได้สารอาหารครบถ้วนทุกหมู่
          ๓. กินอาหารให้พอดี ออกกำลังกาย ควบคุมดูแลน้ำหนักตัวไม่ให้อ้วน
          ๔. กินให้พอดีและมีความหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นผัก พืชน้ำมัน เนื้อสัตว์ หรือปลา เราควรกินให้หลากหลายชนิด และให้ได้ปริมาณ ซึ่งผักอาจแตกต่างจากเนื้อสัตว์ตรงไขมันต่ำยกเว้นนำไปทอดหรือผัด รวมถึงปลา ซึ่งกรรมวิธีการทำอาหาร เช่น การทอด การนึ่ง อาจทำให้คุณค่าทางสารอาหารหายไปเล็กน้อย เพราะน้ำมันที่ทอดจะดูดซับไขมันที่เราทอดออกมาด้วย จึงต้องเลือกน้ำมันที่มีคุณภาพในการประกอบอาหาร

           ที่จริงแล้วไม่แนะนำว่ากินอะไรดีที่สุด เพราะทำให้คนที่ไม่ได้รู้ลึก นำไปปฏิบัติซ้ำๆ กัน ซึ่งอาจส่งผลเสีย เพราะว่าอาหารหรือสารอาหารทุกชนิด มีประโยชน์มีโทษในตัวของมัน ไขมันดีๆ เวลากินมากๆ เกินพอดีมันก็มีโทษเพราะฉะนั้นต้องเดินทางสายกลาง เช่น ปลามีกรดไขมันโอเมก้า ๓ ต้องกินสลับประมาณ ๒-๓ ครั้งต่อสัปดาห์ หรือกินวันเว้นวัน อาจสลับเป็นอาหารทะเลเพราะอาหารทะเลก็มีกรดไขมันโอเมก้า ๓ เช่นกัน เช่น กุ้ง หอย ปลาหมึก ฯลฯ   ส่วนคนสูงวัยควรกินให้มากขึ้น ๒-๓ ครั้งต่อสัปดาห์ หรือ ๔-๕ ต่อสัปดาห์ก็ยังได้ โดยกินสลับกันไม่จำเป็นต้องไปเน้นชนิดว่าอย่างใดมีประโยชน์มากกว่ากัน ปลาอะไรก็กินได้หมด ซึ่งจะทำให้เราไม่ต้องไปควบคุมหรือกังวลว่าจะได้กรดไขมันครบถ้วนหรือไม่   ทั้งนี้ การกินกรดไขมันโอเมก้า ๖ ก็มีสำคัญเช่นกันหากเห็นว่ากรดไขมันโอเมก้า ๓ สำคัญแล้ว กรดไขมันโอเมก้า ๖ ก็สำคัญไม่น้อยไปกว่ากัน

ที่มาข้อมูล : http://www.thaihealth.or.th/world-healthy/global_health/33266

สุขภาพดี ด้วย 18 วิธี ง่ายๆ

        สุขภาพดี ด้วย 18 วิธี ง่ายๆ

          “สุขภาพดีไม่มีขาย  ถ้าอยากได้ต้องทำเอง”  หลาย ๆ ท่านคงเคยได้ยินคำนี้  และที่สำคัญเป็นเรื่องจริงเสียด้วยซิค่ะ  สุขภาพดีอาจจะหาซื้อไม่ได้แต่เป็นเจ้าของได้แน่นอน ถ้าท่านมีพฤติกรรมในการดำเนินชีวิตประจำวันที่เอื้อต่อการมีสุขภาพดี   วันนี้จึงขอนำเคล็ดลับที่ไม่ลับมาบอกกัน   เผื่อว่าจะเป็นแรงบันดาลใจให้หลาย ๆ ท่านได้ปฏิบัติในชีวิตประจำวัน  จนสามารถนำมาซึ่งสุขภาพดีแบบองค์รวมในที่สุดค่ะ  

     1. แอปเปิ้ล แตงโม กล้วย กีวีต้องระวัง
ผลไม้ทั้ง 3 ชนิดนี้มีประโยชน์มาก แต่ถ้าคุณกำลังทานยาปฏิชีวนะอยู่ ผลไม้พวกนี้จะกลายเป็นโทษทันทีเพราะมันบูดในลำไส้ได้ง่าย อาจจะทำให้เกิดอาการอักเสบในระบบทางเดินอาหารได้

      2. ผลไม้กับมื้ออาหาร
ก่อนทานอาหารควรจะเรยีกน้ำย่อยด้วยสับปะรดและมะละกอสัก 2-3 ชิ้น ผลไม้สองชนิดนี้มีเอนไซม์ที่จะช่วยให้กระเพาะย่อยอาหารมื้อหลักที่กำลังจะตามลงมาได้ง่ายขึ้น และหลังจากจบมื้ออร่อยแล้วควรตบท้ายด้วยแอปเปิ้ลสัก 1 ชิ้นเพื่อช่วยเพิ่มปริมาณน้ำลายซึ่งจะทำให้จำนวนแบคทีเรียในช่องปากลดลง และช่วยให้เหงือกแข็งแรงด้วย

      3. อย่าปล่อยให้หิว
ควรจะทานอาหารให้ตรงเวลาทุกวันแม้จะยังไม่รู้สึกหิวก็ตาม เพราะเวลาที่เราหิวร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนควมเครียดออกมา ถ้าเกิดเหตุการณ์แบบนี้เป็นประจำก็จะทำให้คุณกลายเป็นสาวเครียด และนำไปสู่อาการความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ หรือเบาหวาน

     4. เนื้อสัตว์กับผลไม้ไม่เข้ากัน
ถ้าทานน้อยๆ ก็ไม่เป็นไร แต่ถ้ามื้อไหนคุณทานเนื้อเป็นจำนวนมากแล้วควรจะงดผลไม้ไป เพราะกว่าเนื้อจะย่อยหมดต้องใช้เวลานาน ส่าวนผลไม้ซึ่งย่อยเร็วจะถูกกักอยู่ในกระเพาะ จึงทำให้เกิดกรดในกระเพาะอาหารได้

     5. นาฬิกาชีวภาพ
หลักการสุขภาพดีบอกไว้ว่าเราควรจะเข้านอนในเวลาเดียวกันทุกๆ วัน แต่ส่วนใหญ่พอถึงคืนวันศุกร์กับวันเสาร์เรามักจะนอนดึกเพราะถือว่าเป็นวันหยุด การทำอย่างนี้จะทำให้ความเคยชินหรือที่เรียกว่าชีวภาพของร่างกายรวรเร จึงไม่ต้องแปลกใจเลยที่วันจันทร์เราจะง่วงนอนกว่าปกติ

      6. ความเครียดทำลายผิว
ถ้าอยากผิวสวย แก่ช้า ดูอ่อนกว่าวัย สิ่งแรกที่ต้องปรับคือความคิดของตัวเราเอง พยายามคิดในทางบวก มองโลกในแง่ดี หลีกเลี่ยงความคิดที่ทำให้ตึงเครียด เพื่อไม่ให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนความเครียดออกทำลายตัวเราเอง

     7. หลีกเลี่ยงภาชนะพลาสติก
เพราะความร้อนรวมทั้งรสชาติเผ็ดเปรี้ยว เค็มจากอาหารสามารถเข้าไปกัดเซาะสารสังเคราะห์ในพลาสติกให้ละลายออกปะปนกับอาหารได้ตลอดเวลา โดยเฉพาะการใช้ภาชนะพลาสติกใส่อาหารเข้าอุ่นในเตาไมโครเวฟยิ่งเป็นสิ่งที่ต้องหลีกเลี่ยง เพราะเป็นการเสี่ยงต่อมะเร็งเต้านมเป็นอย่างมาก

      8. อย่าประมาทอาการไอเรื้อรัง
หลังจากหายหวัดแล้วอาการไออาจจะยังไม่หายไป แต่สาวหลายคนมักจะไม่สนใจเพราะคิดว่าอาการไอเป็นเรื่องชิลๆ แต่ที่จริงอาการไอเรื้อรังร้ายแรงกว่าที่คุณคิด เพราะมันอาจเกิดจากการติดเชื้อไวรัส ยาปฏิชีวนะ ที่หมอให้มารักษาอาการหวัดไม่สามารถฆ่าเชื้อไวรัสได้ วิธีหยุดอาการไอที่ได้ผลที่สุดคือการดื่มน้ำบ่อยๆ เพื่อลดเสมหะในทางเดินหายใจ และนอนหลับให้เพียงพอเพื่อให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานได้เต็มที่

      9. เท้าและข้อเท้าบวม
ถ้ามีอาการแบบนี้อย่าปล่อยไว้ เพราะฝ่าเท้าเป็นศูนย์รวมของเส้นประสาททั่วร่างกาย ถ้าบริเวณเท้ามีปัญหาก็จะส่งผลถึงร่างกายทุกส่วน วิธีแก้ไขคือให้นั่งยองๆ ทุกวันๆ ละ 15 นาทีจากนั้นก็ขยับข้อเท้าไปข้างหน้าและข้างหลังเพื่อช่วยให้เลือดไหลเวียนได้ดีขึ้น หลังจากนั้นใช้แปรงขนนุ่มๆ แปรงผิวหนังเบาๆ โดยเริ่มจากฝ่าเท้าแล้วค่อยๆ ปัดไล่ขึ้นมาที่ข้อเท้า น่อง ต้นขา ท้อง แขนไปจนสุดที่มือทั้งสองข้าง (ยกเว้นผู้ที่เป็นเบาหวานเพราะเสี่ยงจะเกิดบาดแผล) ตบท้ายด้วยการอาบน้ำอุ่นแล้วตามด้วยน้ำเย็น จะช่วยให้เลือดไหลเวียนดีขึ้น

     10. งดเครื่องดื่มคาเฟอีน
เครื่องดื่มพวกนี้ไม่ว่าจะเป็นชาหรือกาแฟ ปกติก็ไม่ควรดื่มอยู่แล้ว แต่ถ้าบังเอิญคุณเป็นโรคปวดหลัง เครื่องดื่มพวกนี้จะเป็นศัตรูของคุณไปทันที เพราะคาเฟอีนจะไปลดการหลั่งสารเอนโดรฟินซึ่งมีคุณสมบัติช่วยลดอาการปวดตามอวัยวะต่างๆ อาการปวดของคุณก็จะไม่หายหรืออาจจะเป็นมากขึ้นด้วย

    11. ดื่มน้ำเร็ว…อันตราย
ใครๆ ก็บอกว่าควรจะดื่มน้ำให้ได้วันละ 8 แก้ว แต่ต้องค่อยๆ ดื่มไปตลอดวัน ไม่ใช่ทั้งวันไม่ดื่มเลย แล้วมารวบยอดเอาในครั้งเดียว เพราะการดื่มน้ำปริมาณมากๆ ในครั้งเดียวอาจทำให้เกิดอาการน้ำเป็นพิษเนื่องจากเลือดเจือจาง และอาจทำให้เป็นตะคริว กล้ามเนื้อเกร็งตามมา ยิ่งถ้าอาการเกร็งไปเกิดที่สมอง หัวใจ หรือปอด ก็อาจจะทำให้ระบบหายใจล้มเหลวและเสียชีวิตได้

     12. แดดอ่อนตอนเช้า
แสงแดดยามเช้าจัดว่าเป็นยาตามธรรมชาติที่ทุกคนสามารถเป็นเจ้าของโดยไม่ต้องเสียเงินซื้อ นอกจากทำให้กระดูกแข็งแรงแล้วยังทำให้อารมณ์ดี เพราะแดดอ่อนๆ มีวิตามินที่ช่วยกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งสารแห่งความสุข ออกมาต่อต้านอาการซึมเศร้าในตัวเรา คนที่เดินเล่นรับแดดอ่อนจึงมีหน้าตาเบิกบานกว่าคนที่มัวแต่หลบแดดอยู่ในบ้านมาก

     13. เบาหวานอย่าทานไข่
ถ้าสมาชิกในครอบครัวคุณคนไหนเป็นเบาหวาน ควรให้เขางดไข่ไปเลย เพราะมีรายงานทางการแพทย์ว่าถ้าคนที่เป็นเบาหวานทานไข่อาทิตย์ละ 1 ฟอง จะมีโอกาสเป็นโรคหัวใจมากขึ้น

     14. อยากผอมต้องน้ำเย็น
การดื่มน้ำเย็น 50 ออนซ์ จะช่วยเผาผลาญพลังงานเพิ่มขึ้นวันละ 50 แคลอรี ช่วยให้น้ำหนักลดลงปีละ 2.5 กิโลกรัม เพราะเมื่อเราดื่มน้ำเย็นร่างกายต้องใช้พลังงานในการทำให้น้ำนั้นเปลี่ยนอุณหภูมิเป็นอุณหภูมิปกติก่อน แล้วจึงนำไปใช้ได้ จึงเป็นการใช้พลังงานมากกว่าเดิม

      15. สุขภาพดีทันทีที่ตื่น
ถ้าอยากดูแลสุขภาพพร้อมกับการเริ่มต้นวันใหม่ ทันทีที่ตื่นนอนสาวๆ ควรผสมน้ำส้มสายชู (ที่หมักจากผลแอปเปิ้ล) กับน้ำผึ้งในสัดส่วนเท่ากัน ใส่น้ำอุ่นนิดหน่อย คนให้เข้ากันแล้วนำมาดื่ม จะช่วยให้การดูดซึมของระบบลำไส้และการเผาผลาญของร่างกายทำงานได้ดีตลอดวัน

     16. ผู้ชายอย่าพลาดมะเขือเทศ
สำหรับหนุ่มซ่าที่กำลังเริ่มมีอาการเตะปี๊ปไม่ดังหรือกลัวว่าจะเป็นหมัน มะเขือเทศคือผลไม้ที่คุณจะพลาดไม่ได้ เพราะมะเขือเทศสุกมีสารโคปีนสูงมาก ช่วยให้ต่อมลูกหมากทำงานได้ดี ประสิทธิ์ภาพและสมรรถภาพต่างๆ จึงทำงานได้เป็นปกติ ถ้าผู้ชายทานมะเขือเทศอย่างน้อยอาทิตย์ละ 10 ผลหรือมากกว่านั้น ความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก ก็จะน้อยลง 45 เปอร์เซ็นต์ ที่สำคัญควรจะทานแบบสุกๆ เช่น ทานเป็นน้ำพริกอ่อง สปาเก็ตตี้ เพราะเวลามะเขือเทศถูกความร้อนมันจะปล่อยสารไลโคปีนออกมามากขึ้น

     17. ป้องกันกรดในกระเพาะอาหาร
สำหรับที่ท้องอืดบ่อย ควรลดปริมาณการดื่มน้ำผลไม้เข้มข้นอย่างเช่น มะนาว ส้ม ส้มโอ เกรฟฟรุต หรือน้ำมะเขือเทศสดนั่น เพราะน้ำพวกนี้มีกรดมากทำให้ท้องอืด หรือถ้าเสพติดไปแล้วอดไม่ได้จริงๆ ก็อาจจะทำให้เจือจางลงด้วยการผสมน้ำมากๆ

     18. หลบอัลไซเมอร์ด้วยเกม
ถ้าไม่อยากเป็นอัลไซเมอร์หรือเป็นโรคขี้หลงขี้ลืม สาวๆ ควรจะฝึกสมองด้วยการเล่นเกมที่ต้องใช้สมาธิ เช่น ปริศนาอักษรไขว้ เกมในคอมพิวเตอร์ หรืออาจจะทำกิจกรรมที่ต้องใช้สมาธิอย่างเรียนดนตรี เล่นหมากรุก เป็นต้น เพราะเกมเหล่านี้จะช่วยให้ระบบประสาททำงานเชื่อมต่อกันอย่างมีประสิทธิภาพ

ที่มาข้อมูล  : http://blog.eduzones.com/entertain/11089